ผู้ใหญ่จำนวนมากผูกติดอยู่กับโทรศัพท์ หลายครั้งถึงขั้นรู้สึกขาดอะไรไปถ้าไม่มีอยู่ในมือด้วยซ้ำ

เด็กก็กำลังเลียนแบบตามนิสัยนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แค่ไหนถึงจะเรียกว่าให้เด็กอยู่หน้าจอมากเกินไป สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกา รายงานถึงผลการวิจัยไว้ในวารสารสมาคมแพทยศาสตร์อเมริกาแสดงถึงการใช้สื่อที่เพิ่มขึ้นเรื่องๆ และเป็นการใช้โดยเด็กอายุน้อยมากด้วย ร้อยละ 96 ของเด็กอายุ 0 ถึง 4 ขวบ ที่สอบถามจากคลินิกกุมารเวชศาสตร์อยู่ในครอบครัวที่มีการใช้อุปกรณ์มือถือ และร้อยละ 75 มีอุปกรณ์เป็นของตัวเอง และรายงานถึงผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองในเด็กอายุ 3-5 ปี ที่ใช้เวลาหน้าจอนานโดยไม่มีผู้ดูแล

เด็กทารก

กุมารแพทย์ด้านดูแลสุขภาพ พญ.อะมีรา นอแมน มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง ไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่าสองขวบใช้เวลาหน้าจอเลย นอแมนกล่าวว่าเครือข่ายเส้นประสาทของสมองจะพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุดในห้าปีแรก และก่อนอายุสองขวบ การเรียนภาษาและทักษะการอ่านเขียนควรเป็นแบบตัวต่อตัว “สมองของพวกเขาควรได้รับการบำรุงด้วยหนังสือ การร้องเพลง การเล่น ให้ชวนพวกเขาเคลื่อนไหว ทำห้องสำหรับเล่นให้… ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ ในระดับส่วนตัวและสังคม” เธอแนะนำ

นอแมนยังแนะนำไม่ให้เปิดโทรทัศน์ด้วย แม้จะเป็นการเปิดทิ้งไว้เฉยๆ ก็ตาม โดยเฉพาะกับเด็กทารกหรือวัยเตาะแตะ เพราะรบกวนความสามารถในการเล่นและปฏิสัมพันธ์ของเด็กได้ ส่วนสำหรับเด็กที่โตกว่านั้น ก็อาจเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจ

“เราต้องสอนเด็กให้มีสมาธิได้ครั้งละเรื่อง ถ้ามีแรงกระตุ้นมากเกินไป ก็อาจดึงความสนใจไปจากหนังสือที่เด็กกำลังพยายามอ่าน หรือภาพที่พยายามวาดได้ ถ้าไม่เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้จึงน่าจะดีกว่า” เธอเสนอ

เด็กวัยเตาะแตะ

เมื่อเด็กอายุสองขวบ จะสามารถเรียนรู้คำจากคนที่คุยกันทางไลฟ์ วิดีโอได้ รวมถึงการตอบโต้กับหน้าจอสัมผัสบางอย่าง แต่นอแมนกล่าวว่าผลการวิจัยแสดงว่าเด็กๆ จะเรียนรู้แบบนั้นได้ก็เมื่อมีพ่อแม่ดูอยู่ด้วย และสอนเนื้อหาซ้ำเท่านั้น

นอแมนเห็นด้วยกับวิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์อเมริกาที่บอกว่า การที่เด็กวัย 3-5 ขวบไม่ควรอยู่หน้าจอมากกว่าหนึ่งชั่วโมงเป็นแนวทางที่ดี แต่กุมารแพทย์เตือนว่าไม่ใช่แอพในสมาร์ทโฟนทั้งหมดจะพัฒนาขึ้นมาด้วยข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ และอาจเป็นอันตรายมากกว่าเมื่อแอพดึงเด็กไปจากเวลาเล่นกับคนดูแลหรือเด็กคนอื่นๆ

เด็กวัยเรียนและวัยรุ่น

กุมารแพทย์กล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ของเด็กวัยเรียนต้องดูทีวีร่วมกับลูก และตรวจดูการใช้หน้าจอหรือคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ต้องรักษาสมดุลของเวลาหน้าจอกับการกระทำที่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ จึงเน้นให้จำกัดเวลาหน้าจอรวมไม่เกินสองชั่วโมงต่อวัน โดยไม่รวมการบ้าน

มีหลักฐานว่าการใช้สื่อสามารถมีผลเสียต่อการนอนหลับ โดยแสงสีฟ้าส่งผลการความสามารถในการนอนหลับ “หน้าจอมีแรงกระตุ้นสูงมาก” เธอว่า “มันปลุกให้สมองเด็กตื่นได้จริงๆ และขณะที่หนังสือช่วยกล่อมเด็กให้หลับ หรือการกอดหรือคุยกับพ่อแม่หรือพี่น้องที่ช่วยทำให้เด็กผ่อนคลาย หน้าจอจะช่วยกระตุ้นเด็ก”

ถ้าครอบครัวไหนมีเด็กที่หลับยาก หรือไขว้เขวง่าย หรือติดเพื่อนและโซเชียลมากเกินไป จึงควรหาวิธีห้ามเด็กเอาโทรศัพท์เข้าห้องนอน

คำแนะนำสำหรับการใช้เวลากับหน้าจอตามวัยของเด็ก

  • อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ให้ใช้เลย (รวมถึงการดูทีวี สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ดีวีดี คอมพิวเตอร์ และเกมอิเล็กทรอนิกส์)
  • อายุ 2-5 ขวบ ใช้ได้ไม่เกินวันละหนึ่งชั่วโมง
  • อายุ 5-17 ปี ใช้ได้ไม่เกินวันละสองชั่วโมง (ไม่รวมการบ้าน)

เรียบเรียงจาก https://advantagenews.com/news/screen-time-for-kids-how-much-is-too-much/

พิมพ์ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here