โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ มีข้อมูลข่าวสารมากมายหลั่งไหลเข้ามาให้คุณเลือกอ่านและตัดสินใจตลอดเวลา บางเรื่องก็เข้าใจได้ทันที แต่มีอีกหลายเรื่องที่ข้อมูลขัดแย้งกัน

เช่นเดียวกับเด็กๆ อาจจะรู้สึกว่าการทำความเข้าใจสิ่งที่เห็นทางออนไลน์หรือในโทรทัศน์ หรือได้ยินจากคนอื่นเป็นเรื่องยาก การพูดคุยอย่างเปิดเผยและให้กำลังใจ จะช่วยให้เด็กเข้าใจ สามารถรับมือและมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนในด้านดีให้กับคนอื่นได้อีกด้วย

1. ถามคำถามแบบเปิดแล้วตั้งใจฟัง

เริ่มจากชวนเด็กในบ้านคุยถึงเรื่องนี้ เพื่อประเมินว่าเด็กรู้มากแค่ไหน โดยให้เด็กเป็นฝ่ายนำการสนทนา ซึ่งทำได้ด้วยการถามคำถามที่ขึ้นต้นหรือลงท้ายว่า “ทำไม”  “อย่างไร”  ปล่อยให้ลูกได้พูดคุยอย่างอิสระ อาจใช้การวาดภาพ การเล่าเรื่องจากหนังสือ และกิจกรรมอื่นๆ เพื่อช่วยให้เริ่มการสนทนาง่ายขึ้น

หากยังเด็กมากและไม่เคยรู้เรื่องการระบาดของโรคนี้มาก่อนเลย ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดประเด็นขึ้นมา แต่ให้เตือนเด็กเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนเพื่อสุขอนามัยโดยไม่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวใหม่ๆ ขึ้นอีก

ที่สำคัญคือ คุณต้องแน่ใจว่าทุกคนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย

2. อธิบายความจริงในแบบที่เหมาะกับเด็ก

เด็กมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ผู้ใหญ่ก็มีภาระที่จะต้องปกป้องเด็กให้พ้นจากความทุกข์ใจด้วยโดยใช้ภาษาที่เหมาะแก่วัย ดูปฏิกริยาตอบสนองของเด็ก และไวต่อการรับรู้ระดับความกังวลของเด็ก

อย่าพยายามกลบเกลื่อนหรือหลีกเลี่ยงความกังวลของเด็ก รับรู้ถึงความรู้สึกของเด็กและให้ความมั่นใจว่าความรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ และอย่าใช้วิธีคาดเดาหากคุณไม่สามารถตอบคำถามได้

ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์บางเรื่องอาจไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ หาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และใช้โอกาสนี้ ชวนเด็กหาคำตอบไปพร้อมกัน เช่น จาก FB: กรมสุขภาพจิต กรมควบคุมโรค ซึ่งเป็นตัวอย่างแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ   

3. แสดงวิธีการป้องกันตนเองให้เด็กดู

หนึ่งในวิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันให้เด็กปลอดภัยจากโคโรนาไวรัสและโรคอื่นๆ คือ เตือนให้ล้างมือเป็นประจำ โดยไม่ต้องใช้วิธีพูดคุยแบบสร้างความกลัว แต่ใช้ เพลง เพื่อช่วยสร้างความสนุกสนานให้กับการเรียนรู้  และ สาธิตให้เด็กดูว่าจะใช้ข้อศอกป้องปากหรือจมูกเวลาไอจามอย่างไร อธิบายให้เข้าใจว่าการไม่เข้าไปอยู่ใกล้ชิดจนเกินไปกับคนที่มีอาการดังกล่าวคือวิธีที่ดีที่สุด บอกเด็กๆ ว่าหากรู้สึกว่าตัวร้อน ไอ หรือหายใจลำบากให้รีบบอกคุณ

4. ช่วยสร้างความมั่นใจ

เมื่อเราเห็นภาพที่ชวนให้ไม่สบายใจจำนวนมากทางโทรทัศน์หรือทางออนไลน์ บางครั้งชวนให้รู้สึกเหมือนว่าวิกฤติการณ์อยู่รอบตัวเรา เด็กอาจไม่สามารถแยกออกระหว่างภาพในหน้าจอและความเป็นจริงส่วนตัวของตนเองและอาจเชื่อว่าตนตกอยู่ในอันตรายที่ใกล้เข้ามา คุณสามารถช่วยให้เด็กรับมือกับความเครียดดังกล่าวได้โดยหาโอกาสให้พวกเขาเล่นผ่อนคลายระหว่างทำสิ่งต่างๆ ตามกิจวัตรประจำและตารางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยเฉพาะอยางยิ่งก่อนเด็กเข้านอน หรือช่วยกันสร้างอะไรใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมใหม่  

หากในบริเวณที่คุณอยู่เกิดการระบาดของโรค บอกให้เด็กเข้าใจว่า ไม่ได้แปลว่าเด็กต้องติดโรคเสมอไป คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสไม่ได้ป่วยหนัก และยังมีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ทำงานหนักเพื่อช่วยให้ครอบครัวของคุณปลอดภัย

หากเด็กของคุณรู้สึกไม่สบาย อธิบายให้พวกเขาเข้าใจง่ายๆ ว่าต้องอยู่ที่บ้านหรือโรงพยาบาลเพื่อให้พวกเขาและเพื่อนๆ ปลอดภัยมากขึ้น ให้ความมั่นใจกับเด็กๆ ว่าคุณรู้ว่ามันลำบาก (อาจจะน่ากลัวหรือน่าเบื่อมากกว่าเดิม) แต่การทำตามกฎจะช่วยให้ทุกคนปลอดภัย

5. ตรวจสอบว่าเด็กรังแกหรือไปรังแกผู้อื่นหรือไม่

อธิบายให้เด็กฟังว่าโคโรนาไวรัสไม่เกี่ยวกับหน้าตา ถิ่นที่มาและภาษาที่คนนั้นพูด บอกเด็กว่าถ้าถูกด่าว่าหรือถูกกลั่นแกล้งรังแก ให้มาเล่าให้คุณฟังทันที และต้องไม่ลืมที่จะบอกเด็กว่า การรังแกกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเช่นกัน

6. มองหาผู้ช่วย

การที่เด็กๆ รับรู้ว่ามีคนช่วยเหลือกันอยู่ในภาวะวิกฤติ ด้วยการกระทำที่มีเมตตากรุณาและความใจกว้างเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้น อย่าลืมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับบุคลากรด้านสาธารณสุข นักวิทยาศาสตร์ หรือคนทั่วไปที่ทำงานเพื่อช่วยหยุดการระบาดของโรคและทำให้ชุมชนปลอดภัย การที่ได้รับรู้ว่าคนที่มีความเห็นอกเห็นใจกำลังทำหน้าที่อยู่ถือเป็นสิ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจอย่างมาก

7. ดูแลตนเอง

คุณช่วยเด็กๆ ได้ถ้าคุณเองสามารถรับมือได้เช่นกัน เด็กๆ จะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับปฏิกริยาของคุณที่มีต่อข่าว ดังนั้น ถ้าคุณสงบและควบคุมตนเองได้ก็จะช่วยเด็กได้มาก

8. จบการสนทนาด้วยความห่วงใย

การที่ได้รู้ว่าเราไม่ได้ทิ้งให้เด็กต้องจมอยู่ในสภาวะทุกข์ใจถือเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อการสนทนาใกล้ถึงบทสรุป ขอให้วัดระดับความกังวลของเด็กโดยดูจากภาษากาย พิจารณาดูว่าเด็กใช้น้ำเสียงตามปกติหรือไม่ สังเกตดูการหายใจของเด็ก

อย่าลืม บอกเด็กๆ ให้รู้ว่าคุณพร้อมให้เวลากับการพูดคุย รับฟังเสมออย่างเต็มใจ


เรียบเรียงจาก

https://www.unicef.org.au/blog/news-and-insights/march-2020/how-to-talk-to-your-children-about-coronavirus

พิมพ์ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here