“รอนาทีเดียวน่า หนูสัญญา เดี๋ยวทำ”

“โอ๊ย แม่จ๋า หนูต้องทำจริงๆ เหรอ”

“พี่ออยยังไม่ทำเลย ทำไมหนูต้องทำด้วย”


กี่ครั้งแล้วที่คุณได้ยินเสียงบ่นทำนองนี้ หรืออะไรคล้ายๆ กันเวลาขอให้ลูกหลานทำงานบ้าน  

เด็กๆ กลายเป็นมืออาชีพด้านผัดวันประกันพรุ่ง แก้ตัว ต่อต้าน และปฏิเสธได้ทันทีถ้าเป็นเรื่องช่วยทำงาน เรื่องนี้ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากเป็นกังวล และเกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก

การที่เด็กจะทำงานบ้านอย่างเต็มใจได้ เด็กต้องมีการไตร่ตรองอย่างผู้ใหญ่ มีความใจเย็น และเข้าใจความจำเป็นของคนอื่นมากขึ้น ซึ่งเด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมลักษณะเหล่านี้ แต่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นไปตามวัย ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่ คือ การปรับตัวเด็กให้เข้ากับสังคม โดยช่วยให้พวกเขาพัฒนาคุณสมบัติที่เป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่ยังเล็ก

มีผลการวิจัยชี้ว่าเด็กที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานบ้านจะมีความเคารพตัวเองสูงกว่า มีความรับผิดชอบมากกว่า และสามารถรับมือกับความผิดหวังและรางวัลที่มาช้ากว่าที่คาดได้ดีกว่า ซึ่งทั้งหมดนั้นจะช่วยให้ทำผลงานที่โรงเรียนได้ดีกว่า

พ่อแม่กลัวอะไร จึงไม่ให้ลูกทำงานบ้าน

  • พ่อแม่ไม่อยากโต้เถียงกับลูก เพราะกลัวจะทำลายความสัมพันธ์กับลูก
  • พ่อแม่อาจรู้สึกผิดที่ขอให้ลูกช่วย เพราะเห็นเด็กวุ่นอยู่กับโรงเรียน เพื่อน และกิจกรรมนอกหลักสูตร จนพ่อแม่ไม่กล้าเพิ่มแรงกดดัน
  • พ่อแม่อาจเชื่อว่าลูกเด็กเกินไปที่จะรับผิดชอบ โดยไม่ตระหนักว่าเด็กในปกครองของตนนั้นมีความสามารถแค่ไหน

งานบ้านทำให้เด็กมีทักษะชีวิตและความรับผิดชอบ

  • การทำงานบ้านทำให้เด็กมีโอกาสตอบแทนสิ่งที่ผู้ปกครองทำให้ เด็กจะเริ่มเห็นตัวเองเป็นผู้มีส่วนร่วมในครอบครัว รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับครอบครัว
  • การให้เด็กรับผิดชอบงานบ้านช่วยทำให้ตัวเด็กเองรู้สึกมีความรับผิดชอบ และทำให้มีความรับผิดชอบมากขึ้นจริงๆ เพราะตัวเองสามารถทำหน้าที่ให้ลุล่วงได้
  • การคาดหวังให้เด็กดูแลตัวเองให้เป็นและช่วยงานบ้านได้ จะทำให้เด็กมีทักษะในการดำรงชีวิตด้วยตัวเองในโลกนอกบ้าน
  • ถ้าคุณยอมให้เด็กเว้นการทำงานบ้านเพราะมีการบ้านมากเกินไปหรือต้องซ้อมกีฬา เท่ากับคุณกำลังบอกว่าทักษะด้านการศึกษาหรือกีฬาของพวกเขาสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
  • ถ้าลูกของคุณสอบตกหรือแข่งแพ้ พวกเขาก็จะล้มเหลวในสิ่งที่คุณเห็นว่าสำคัญที่สุด พวกเขาจะไม่มีเสาหลักแห่งความชำนาญอื่นให้พึ่งพิง แต่เมื่อทำงานบ้านเสร็จ พวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นนักเรียนดีเด่นหรือนักกีฬาแนวหน้า แต่ก็จะรู้ว่าตนเองสามารถมีส่วนช่วยเหลือครอบครัว เริ่มดูแลตัวเอง และเรียนรู้ทักษะจำเป็นในวัยผู้ใหญ่ได้

ทำอย่างไร เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าของงานบ้าน

พ่อแม่ต้องมองบวกในเรื่องงานบ้าน

            สร้างความเชื่อมั่นว่าการให้เด็กทำงานบ้านให้เสร็จเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ทัศนคติของคุณสามารถช่วย วางแนวทางที่จะช่วยเพิ่มความร่วมมือในบ้าน ได้ด้วย ถ้าหากพ่อแม่ทำงานบ้านด้วยความมุ่งมั่น อดทน และอารมณ์ขัน เด็กๆ ก็จะมีต้นแบบให้ทำตาม แต่ถ้าคุณส่งสารว่างานบ้านนั้นน่าเบื่อและควรหลีกหนีอย่างยิ่ง เด็กก็จะไม่อยากทำแน่นอน

กระตุ้นให้มีส่วนร่วม

            ตามธรรมชาติแล้ว เด็กเล็กจะอยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและมีส่วนช่วย ทางที่ดีที่สุด คุณควรกระตุ้นให้พวกเขามีส่วนร่วม (ต่อให้นั่นเป็นภาระหนักในระยะสั้นก็ตาม) เด็กสามขวบสามารถรับมอบหมายงานของตัวเองได้แล้ว เช่น เก็บที่นอน จัดผ้าเช็ดปาก หรือคัดแยกเสื้อผ้า อย่าลืมว่า ขนาดของงานไม่สำคัญ หน้าที่รับผิดชอบของงานสำคัญกว่า

มองหาวิธีการมอบหมายงานที่เหมาะกับเด็ก

            สำหรับพ่อแม่ที่ไม่ได้เริ่มมอบหมายงานตั้งแต่ลูกยังเล็ก คุณควรนั่งคิดรายชื่องานที่ต้องมีคนช่วย ทักษะชีวิตที่ลูกต้องเรียนรู้ และความสนใจและความสามารถของเด็กแต่ละคน โดยพิจารณาคำถามต่อไปนี้

  • งานบ้านอะไรบ้างที่คุณต้องการให้เด็กทำให้เสร็จ
  • งานที่เลือกไว้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนหรือไม่ และเป็นงานที่จำเป็นที่สุดในบ้านหรือไม่
  • มีทักษะชีวิตอะไรที่คุณอยากให้เด็กเรียนรู้จากงานชิ้นนั้น
  • งานบ้านที่ต้องการให้เสร็จนั้นสัมพันธ์กับการจ่ายค่าขนมหรือเปล่า
  • ขอความเห็นจากเด็กเพื่อให้ความร่วมมือมากขึ้น และควรระดมสมองหาวิธีเอาชนะอุปสรรคที่เคยพบในอดีตด้วย เช่น ถ้าเด็กไม่ทำตาม เถียง หรือทำงานไม่แล้วเสร็จ จะมีวิธีการอย่างไร
  • จัดประชุมครอบครัวเพื่อหารือเรื่องงานบ้านว่าควรเริ่ม ทบทวน หรือแจกจ่ายหน้าที่งานใหม่เมื่อใดและอย่างไร เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ พัฒนาความสัมพันธ์ และช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

พิมพ์ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here