เวิร์คช็อปห้องเรียนพ่อแม่ “สร้างเด็กสมองดี ด้วยการเลี้ยงดูและการเล่น” ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ในชุมชนด้วยหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี (Go Baby Go) ดำเนินงานโดย สสส. และ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และ Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ในชุมชนด้วยหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี (Go Baby Go) ดำเนินงานโดย สสส. และ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และ Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น จัด เวิร์คช็อปห้องเรียนพ่อแม่ “สร้างเด็กสมองดี ด้วยการเลี้ยงดูและการเล่น” ณ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาเด็กและครอบครัว และการเสริมการเรียนรู้แก่เด็กด้วยการเล่น ไม่ว่าจะเป็น รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร รองประธาน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ผศ.ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล คุณศิริยุภา เลาหภิญโญจันทรา นักวิชาการด้านงานสุขภาพแม่และเด็ก และผู้จัดการโครงการ Go Baby Go มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และ คุณพงศ์ปณต ดีคง ผู้ก่อตั้ง Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น มาร่วมแลกเปลี่ยนแนะเคล็ดไม่ลับในการสร้างเด็กสมองดีสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกในวัย 0-3 ปี ช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของเด็ก ช่วงวัยที่ถูกเรียกว่าเป็น มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต

วันนี้ สสส. ขอนำเลคเชอร์บันทึกการเรียนรู้จากห้องเรียนพ่อแม่ “สร้างเด็กสมองดี ด้วยการเลี้ยงดูและการเล่น” มาแบ่งปันสำหรับผู้ที่พลาดโอกาส

(จากซ้าย) ศ.คลินิก พญ.ศิราภรณ์ สวัสดิวร รองประธาน มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.ดร.วสุนันท์ ชุ่มเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

‘สมอง’ ความสำคัญของการพัฒนาเด็ก

ถ้าพูดถึงพัฒนาการของเด็กไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการด้านใดก็ตาม ทั้งหมดจะไปรวมศูนย์ที่ ‘สมอง’ พัฒนาการเร็วช้า ก็คือ สมองเร็ว หรือช้า สมองส่วนหน้า มีหน้าที่ควบคุมการคิดอ่าน การแก้ปัญหา การวางแผน  สมองส่วนกลาง เป็นระบบศูนย์กลางการได้ยิน การเข้าใจภาษา และความจำ สมองส่วนข้าง การรับความรู้สึก มิติสัมพันธ์ ประสาทสัมผัส ควมคุมอารมณ์ และ สมองส่วนหลัง เป็นเรื่องของการมองเห็น ทั้งหมดมีความสัมพันธ์กัน เชื่อมโยงกันไปสู่การทำงานต่างๆ ทั้งระบบของร่างกาย อารมณ์ และพฤติกรรม

ในสมองมีเส้นใยเชื่อมโยงเซลล์ประสาทต่างๆ ทุกๆ วินาทีจะมีเส้นใยเชื่อมเซลล์ประสาทต่างๆ เกิดขึ้นใหม่ 700 – 1,000 เส้นใย ในสมองมีกี่เซลล์ก็ลองคำนวณเข้าไป การสร้างเส้นใยเชื่อมโยงทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในวัย 0-3 ปี และจะค่อยๆ ช้าลงในวัยที่โตขึ้นกว่านี้ การพัฒนาสมองของเด็กจึงมีความหมายถึงพัฒนาการต่อเนื่องไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า รวมถึงส่งผลเป็นบุคลิกภาพของคนคนนั้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่ด้วย

เส้นใยเชื่อมโยงเซลล์ประสาทต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็สามารถถูกทำลายลงได้ด้วยเช่นกัน และสิ่งที่ทำลายเส้นใยเหล่านี้ได้ก็คือ ความเครียดระดับรุนแรง ประสบการณ์ความเครียดที่เด็กได้รับจากการเลี้ยงดูในระยะยาว จะทำให้เกิดผลทำลายเส้นใยประสาทต่างๆ เช่น ความรุนแรงในครอบครัว พ่อแม่ตีกันทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งกันในครอบครัวที่เด็กได้รับรู้ รวมถึงการที่เด็กถูกพ่อแม่ดุตลอดเวลา เช่น จ้องตาให้กลัว ตี ทำโทษ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดฮอร์โมนความเครียด และจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว รวมถึงโรคในวัยกลางคนด้วย ซึ่งเป็นที่มาของพัฒนาการในเชิงลบที่เด็กแสดงออกผ่านพฤติกรรมเต่างๆ เช่น การร้องไห้ การหวีดร้อง การต่อต้าน

คุณพงศ์ปณต ดีคง ผู้ก่อตั้ง Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น
คุณศิริยุภา เลาหภิญโญจันทรา นักวิชาการด้านงานสุขภาพแม่และเด็ก และผู้จัดการโครงการ Go Baby Go มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

ความรัก ความสัมพันธ์ของเด็กกับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กช่วยสร้าง ‘เด็กสมองดี’

บทบาทของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กโดยเฉพาะสำหรับการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี คือ การเป็นทั้งคุณหมอ เป็นคุณครู และเป็นผู้ปกป้องคนแรกของลูก การเลี้ยงดูเด็กด้วยความรักจากพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กด้วย ความรัก ความรักจากพ่อแม่ที่แสดงออกด้วยพฤติกรรมในการดูแลเด็กอย่างถูกต้องจะเชื่อมโยงให้เด็กได้รับทั้งอาหาร การเลี้ยงดู การเล่น การกระตุ้น สิ่งแวดล้อมที่ดี การนอน การพักผ่อน การปกป้องเด็ก และทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับเด็ก

แต่ความรักเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการช่วยสร้างเด็กสมองดี จำเป็นจะต้องประกอบด้วย การแสดงออกด้วยพฤติกรรมในการดูแลเด็กอย่างถูกต้อง เด็กแรกเกิดถึงสามปีมีการสื่อสารกับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กอยู่ตลอดเวลา พ่อแม่มือใหม่อาจจะรู้สึกทุกข์ใจเมื่อเห็นลูกๆ ร้องโดยไม่มีสาเหตุ การตอบสนองแรกที่พ่อแม่ควรจะต้องทำก็คือ การอุ้ม การดูแล เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ส่งกลับความรักผ่านการอุ้ม การโอบกอดไปสู่เด็ก จะช่วยให้เด็กสงบลง ที่เหลือก็คือการที่พ่อแม่จะต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจภาษาของลูกๆ ที่สื่อออกมา

ทุกๆ การสื่อสารจากลูก สิ่งที่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กจะต้องทำก็คือต้องสังเกตและตอบสนองให้ ไว ในการรับรู้ความต้องการของเด็ก แม่นยำ ในการเข้าใจการแสดงออกของเด็กอย่างถูกต้อง ทันเวลา โดยพาะสิ่งที่เป็นความทุกข์ใจของเด็ก และระดับการตอบสนองของพ่อแม่ก็จะต้องเป็นการตอบสนองที่ เหมาะสม โดยพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กจะต้องแสดงออกด้วยอารมณ์เชิงบวก อารมณ์ดี มองตา ยิ้ม น้ำเสียงที่ดี

พ่อแม่และผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการสร้างเด็กสมองดีที่เข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อป

การสาธิตโยน-รับลูกบอล ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เรื่อง 5 ขั้นตอนสร้างเด็กสมองดี ‘Serve and Return’ หรือ การตอบสนองรายบุคคลด้วยวิธีเด็กเริ่มนำและผู้ใหญ่ตอบกลับ คือ การมีปฏิสัมพันธ์แบบสะท้อนกลับระหว่างกันของเด็กกับผู้เลี้ยงดู

5 ขั้นตอนสร้างเด็กสมองดี – ลูกส่งพ่อแม่ต้องรับและตอบสนองคืนกลับ

การร้องคือการแสดงออกเพื่อสื่อสารของเด็กที่เด่นชัดที่สุด แต่เด็กยังมีวิธีการสื่อสารด้วยทีท่าอื่นๆ นอกจากการร้อง พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กจะต้องสังเกต และมีการการตอบสนองที่ไว แม่นยำ ทันเวลา และเหมาะสม นอกจากนี้ Center on the Developing Child, Harvard University ยังได้แนะบทบาทของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กในการตอบสนองต่อทุกการสื่อสารของเด็กเพื่อการสร้างเด็กสมองดีไว้ ภายใต้หลักการ Serve and Return หรือ การตอบสนองรายบุคคลด้วยวิธีเด็กเริ่มนำและผู้ใหญ่ตอบกลับ คือ การมีปฏิสัมพันธ์แบบสะท้อนกลับระหว่างกันของเด็กกับผู้เลี้ยงดู คล้ายๆ กับการโยน-รับลูกบอล หรือการเล่นเทนนิสที่จะต้องมีผู้ตีโต้กัน 2 ฝ่าย ด้วยหลักการ 5 ขั้นตอนในการช่วยให้สมองของเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็ว ได้แก่

         1) การสังเกตความสนใจของเด็ก ซึ่งแสดงออกผ่านสายตา การจ้องมอง การชี้ไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมถึงน้ำเสียงหรือหน้าตาที่แปลกไป เหล่านี้คือ ‘การส่ง-Serve’ สัญญาณแสดงความสนใจจากเด็ก พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กต้องสังเกต รับรู้ และต้องตอบรับปฏิกริยานั้นทันที

         2) การตอบสนองความสนใจ คือ ‘การรับและตอบสนองคืนกลับ-Return’ เพื่อแสดงความสนใจที่มีต่อเด็กผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ด้วยน้ำเสียง สีหน้า และท่าทางแสดงถึงความใส่ใจ เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมความสนใจที่ดีต่อเด็ก ทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ หากผู้ใหญ่เพิกเฉยจะเท่ากับกำลังสร้างความเครียด และทำลายวงจรประสาทการเรียนรู้ของเด็ก

         3)  การเรียกชื่อสิ่งต่างๆ เพื่อบอกคำศัพท์ ใช้การพูดคุยถึงสิ่งที่เด็กสนใจเพื่อช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายด้านภาษาให้เกิดการพัฒนาขึ้นในสมองของเด็ก ผู้เลี้ยงดูสามารถเรียกชื่อสิ่งต่างๆ รอบตัวได้ เพราะจะช่วยให้เด็กค่อยๆ ทำความเข้าใจสิ่งรอบตัวทีละนิด และอุ่นใจว่ามีคนใส่ใจอยู่เสมอ

         4)  การผลัดกันตอบกลับ ในทุกครั้งที่ผู้เลี้ยงดูตอบสนองต่อความสนใจเด็ก ต้องเปิดโอกาสให้เด็กตอบกลับมาด้วยเช่นกัน เด็กแต่ละคนมีการตอบกลับช้าเร็วต่างกัน ผู้เลี้ยงดูจะต้องรอคอยและไม่กดดันเด็ก วิธีนี้จะช่วยให้เด็กสามารถตอบกลับได้ และช่วยให้เรียนรู้การควบคุมตนเอง ปรับตัวเข้ากับผู้อื่น สร้างความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังทำให้ผู้เลี้ยงดูเข้าใจความต้องการของเด็กได้มากขึ้น

         5) การจบแล้วเริ่มต้นใหม่ เด็กมีช่วงความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ไม่เท่ากัน และจะมีการส่งสัญญาณให้รู้ว่าพอแล้วหรือพร้อมแล้วเสมอ ผู้เลี้ยงดูต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กอยู่เสมอ เพราะการร่วมแบ่งปันในสิ่งที่เด็กสนใจนั้นจะเป็นแรงสนับสนุนให้เด็กกล้าสำรวจและเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ไม่ว่าจะเป็นการส่งหรือรับ ในทุกๆ ครั้งที่มีปฏิสัมพันธ์กับลูก พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กจะต้องระงับความเครียด หยุดการแสดงออกของ อารมณ์เชิงลบ ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการเติบโตของสมองเด็กด้วย และในทุกๆ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูก พ่อแม่สามารถใช้ ‘การเล่น’ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นแบบอิสระ หรือการเล่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นพัฒนาการเฉพาะ ทุกๆ การเล่นเกิดประโยชน์หมด แต่สิ่งสำคัญคือการที่พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กอยู่ใกล้ๆ เด็ก ตอบสนองเด็กด้วยอารมณ์เชิงบวก

สุดท้าย กูรูทุกท่านได้ช่วยกันสรุปเป็นเคล็ดไม่ลับในการ ‘สร้างเด็กสมองดี’ว่า คือการดูแลเลี้ยงดูลูกบนพื้นฐานความรักและความสัมพันธ์อันดี ด้วยการสร้างสายใยความผูกพันและความไว้วางใจที่ดีระหว่างกันของพ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก และเด็ก ผ่านการสื่อสารและตอบสนองต่อลูกด้วยอารมณ์และพฤติกรรมเชิงบวก เมื่อพ่อแม่และลูกมีความสุข ทุก กิจกรรมที่ทำร่วมกันก็จะเป็นเหมือน การเล่นที่จะช่วยเสริมพัฒนาการ และสร้างเด็กให้มีสมองดี และช่วงวัยของเด็กที่มีผลต่อการสร้างเด็กสมองดีก็คือเด็กในวัยแรกเกิดถึงสามปีนั่นเอง


ขอบคุณภาพประกอบจาก : Leeway การเรียนรู้ผ่านการเล่น

พิมพ์ความคิดเห็น

Please enter your comment!
Please enter your name here