• งานวิจัยระบุว่า อาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้ทารกได้รับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอลที่เข้มข้นมากขึ้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการทำงานของสมอง และลดการไหลเวียนของเลือด ออกซิเจน และสารอาหารได้
  • การเปลี่ยนแปลงทางระบบประสาทที่เตรียมตัวให้แม่สามารถตอบสนองต่อลูกได้อย่างว่องไว อาจถูกขัดขวางด้วยการมีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลระหว่างตั้งครรภ์ได้
  • แม่ที่จิตใจอ่อนล้าอาจไม่สามารถตอบสนองต่ออาการเรียกร้องต่างๆ ของลูกได้รวดเร็ว และขาดความระมัดระวังในการดูแลลูก จึงลดโอกาสสร้างความผูกพันระหว่างแม่ลูกได้

มีผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารกุมารเวชศาสตร์ สมาคมแพทย์อเมริกัน (JAMA Pediatrics) ระบุว่า อาการซึมเศร้าและวิตกกังวลของผู้เป็นแม่ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนขวบปีแรกของชีวิตทารก มีความเกี่ยวพันกับผลการพัฒนาการที่ไม่ดีในเด็กทารก และส่งผลต่อไปจนถึงช่วงวัยรุ่น

ตามข้อมูลขององค์กรช่วยเหลือหลังคลอดสากล (Postpartum Support International) พบว่าผู้หญิงร้อยละ 15 ถึงร้อยละ 23 ทั่วโลก เคยมีอาการวิตกกังวลระหว่างตั้งครรภ์ และร้อยละ 15 ต้องรับมือกับอาการวิตกกังวลหลังคลอด ส่วนอาการซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลกระทบกับผู้หญิงร้อยละ 10 และร้อยละ 15 มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ในแม่ที่มีฐานะยากจนและแม่วัยรุ่นจะรับภาระหนักยิ่งขึ้นอีก

การวิจัยระบุว่า สำหรับทารก ช่วงเวลาตั้งแต่ปฏิสนธิ  ตั้งครรภ์ การคลอด และขวบปีแรกของชีวิตทารก ช่วงนี้คือ เวลาของการเติบโตและความเข้าใจอย่างไม่มีเวลาไหนเทียบ นี่เป็นช่วงเวลาที่ปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์ชีวิตตอนต้นสามารถปรับเปลี่ยนพัฒนาการตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์จนถึงปีแรกที่สำคัญยิ่งในฐานะเด็กกำลังเติบโต   

ผลการวิจัยพบว่าแม่ที่มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลตั้งแต่ก่อนและหลังคลอดมีความเชื่อมโยงปานกลางกับความอ่อนด้อยของพัฒนาการด้านภาษา การรับรู้ และการเคลื่อนไหวในวัยเด็ก

เด็กเหล่านี้มีแนวโน้มจะแสดงพฤติกรรมที่เก็บกดความรู้สึกทางลบไว้ภายใน หรือระบายความรู้สึกนั้นไปใส่ผู้อื่น เด็กเหล่านี้จะรับประสบการณ์และมีปฏิกิริยาด้วยอารมณ์ที่เป็นเชิงลบมากขึ้นเรื่อยๆ และจะมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ในช่วงวัยรุ่นด้วย


ในสถานการณ์ที่เกิดโรคระบาดเช่นโควิด-19 อาการแบบนี้ยิ่งน่ากังวล ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกว่าความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นกับแม่เท่านั้น แต่ยังเกิดกับเด็กด้วย และไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่ยังยาวไปจนถึงช่วงวัยรุ่น เป็นการย้ำเตือนอย่างชัดเจนว่าผลกระทบทางอ้อมของโควิด-19 อาจจะยาวนาน


เมื่อพ่อแม่ลำบาก เด็กก็ลำบากด้วย

ด็อกเตอร์อลิสัน สตูบ ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพแม่และเด็ก สถาบันสาธารณสุขโลกกิลลิงส์ มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา กล่าวถึงสถานการณ์ในสหรัฐฯ ที่แม่ร้อยละ 23 กลับไปทำงานภายใน 10 วันหลังคลอด

เราเป็นประเทศอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับค่าจ้าง ผู้หญิงเสียการคุ้มครองการตั้งครรภ์ของโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลระดับมลรัฐเมื่อคลอดครบ 60 วัน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงจิตบำบัดและการรักษาทางการแพทย์สำหรับภาวะซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลได้


ถ้าพ่อแม่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้เพราะไม่มีประกัน ไม่สามารถลางานหรือจัดการอุปสรรคอื่นๆ ก็มีแนวโน้มว่าลูกๆ จะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหารและที่อยู่อาศัย ขาดพื้นที่เล่นปลอดภัย และมีแรงกดดันอื่นๆ


หญิงตั้งครรภ์และคุณแม่มือใหม่ที่กังวลเรื่องอารมณ์ ควรขอความช่วยเหลือจากแพทย์ และ/หรือ นักจิตวิทยาตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นเดียวกับการทำกิจกรรมที่ทำให้มีความสุข และดูแลตนเองเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกาย อ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน ผ่อนคลาย หรือแค่นอนชดเชย

แม้เครื่องมือเหล่านี้ตามลำพังอาจไม่ช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าและอาการวิตกกังวลได้ แต่ก็ยังช่วยแม่มือใหม่รับมือกับความลำบากได้ ถ้ายอมรับปัญหาและขอความช่วยเหลือ ความเสี่ยงก็อาจลดลง และสามารถนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้น และสวัสดิภาพที่ดีสำหรับทั้งแม่และเด็ก


เรียบเรียงจาก  https://baltimore.cbslocal.com/2020/09/15/depression-anxiety-during-and-after-pregnancy-may-harm-childhood-development-study-finds/