มีหลายวิธีในการทำความเข้าใจมนุษย์คนอื่น เพื่อทำให้สังคมที่เราอาศัยร่วมกันน่าอยู่ยิ่งขึ้น บางคนใช้การเอาใจเขามาใส่ใจเรา เปลี่ยนมุมมองจากตัวเองมาเป็นผู้ชมภายนอกที่ช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิม

แต่สำหรับ โครงการศิลปะด้านใน มีความเชื่อว่าการที่ผู้คนจะเข้าใจกันและกันมากขึ้นนั้น ต้องเริ่มจากกลับมาทำความเข้าใจตัวเองก่อนผ่านการทำความรู้จักกับศิลปะให้มากยิ่งขึ้น


เราสามารถสัมผัสหรือเข้าใจผู้อื่นได้ผ่านกระบวนการที่เป็นสุนทรียภาพในใจตน จากศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ตามแนวมนุษยปรัชญา เช่น การจัดดอกไม้ การวาดภาพระบายสี การร้องเพลง งานหัตถกรรม การทำอาหาร ผ่านสัมผัสรู้ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวกายและใจ ลำดับสิ่งเหล่านี้เป็นจังหวะชีวิตเพื่อพัฒนาตน แล้วส่งต่อยังเด็กรุ่นต่อไป

ครูมอส-อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี

อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี (ครูมอส) ขยายความถึงหัวใจของโครงการศิลปะด้านในเพื่อผู้ทำงานด้านเด็กปฐมวัย และการพัฒนาสุขภาวะเด็กในวัยเรียนผ่านกระบวนการศิลปะ ว่ามีจุดเริ่มต้นจากการถ่ายทอดแง่งามของศิลปะให้ผู้ทำงานด้านเด็ก แล้วนำสิ่งที่ได้นั้นไปต่อยอดด้วยการเป็นวิทยากรต้นแบบ เพื่อส่งต่อสุนทรียะแห่งศิลป์ให้แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สสส.

หนึ่งในดอกผลที่งอกงามจากหยดสีของศิลปะด้านใน คือโครงการ ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’ ของ ครูเปิ้ล-นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์ ครูมิ้นท์-ธนาพร ตระกูลดิษฐ์ และครูผักกาด-วริศรา ถวิลรักษ์ ครูรุ่นใหม่ที่รวมตัวกันเป็นตัวแทนวิทยากรต้นในพื้นที่ประเทศ ภายใต้ชื่อ ‘วิทยากร Dream Team’

ครูมอส-อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี
จิตรกร นักศิลปะบำบัดแนวมนุษยปรัชญา
เจ้าของสตูดิโอศิลปะด้านใน (7 Arts Inner Place)

ทีมวิทยากร ‘Dream Team’ โครงการ ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’

ผสานสามมุมมองแตกต่างด้านศิลปะด้วยคำถามเดียวกัน

ทั้งสามคนนำความสนใจตั้งต้นของแต่ละคนที่อยากรู้จักศิลปะในมุมมองที่แตกต่างกันมาผนวกรวมเข้าเป็นหนึ่ง แล้วผสมผสานกับความงามที่ซึมซับได้จากศิลปะด้านใน ซึ่งหลังจากจบการอบรมแล้ว พวกเธอนำมาขยายผลกลายเป็นการจัดอบรม โครงการ ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’ โดยตั้งความหวังกันว่าโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงแก่นของความดี ความงาม และความจริงผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจด้วยมุมมองใหม่

“เราไม่ได้เรียนศิลปะมาโดยตรง พอได้เป็นวิทยากรให้เด็กในค่ายเยาวชนรักษ์พงไพรเลยมีโอกาสสอนหนังสือเด็ก ตอนแรกที่สนใจโครงการศิลปะด้านใน เพราะอยากเปิดโลก อยากเข้าใจศิลปะ แล้วนำมาสอนให้เด็กได้รู้จักความงามของธรรมชาติผ่านมิติของศิลปะ” ธนาพร ตระกูลดิษฐ์ หรือ ครูมิ้นท์ เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้และกระบวนกรอิสระ แม้เธอจะไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อน และมีงานประจำที่แตกต่างจากเพื่อนวิทยากรอีกสองคนในทีมซึ่งเป็นครูประถมศึกษา แต่ด้วยความสนใจการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง กลายเป็นจุดเชื่อมโยงให้ทั้งสามคนได้มาเจอกัน

ครูมิ้นท์-ธนาพร ตระกูลดิษฐ์

ครูผักกาด-วริศรา ถวิลรักษ์

วริศรา ถวิลรักษ์ หรือ ครูผักกาด ร่ำเรียนมาทางด้านศิลปะก็จริง แต่ก็ยังสงสัยในความหมายของศิลปะ เธอได้ลองเข้ามาร่วมเรียนรู้กับโครงการนี้ “เราเรียนศิลปะมาก่อน เหตุผลที่มาเข้าร่วมโครงการนี้เพราะอยากเข้าใจเด็ก และไม่แน่ใจว่าศิลปะที่เราเข้าใจมันถูกต้องหรือไม่ พอมาเรียนก็ได้รับรู้ความสุขเวลาที่ศิลปะทำงานกับข้างในตัวเรา เลยอยากให้เด็กและครูคนอื่นได้สัมผัสความรู้สึกแบบเดียวกับเราด้วย”

ส่วน นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์ หรือ ครูเปิ้ล พี่ใหญ่ของกลุ่มวิทยากร Dream Team เคยตั้งคำถามว่า การเรียนรู้ศิลปะพัฒนาคนได้อย่างไร เป็นเหตุผลให้ครูศิลปะคนนี้สนใจมาร่วมโครงการศิลปะด้านในกับครูมอสที่ครั้งหนึ่งเธอเคยมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนสตูดิโอศิลปะด้านในของเขาที่เชียงดาว “การเป็นครูศิลปะ เราก็อยากรู้ว่านอกจากศิลปะจะใช้สื่อสารในสิ่งที่คำพูดไม่สามารถสื่อได้แล้ว ยังมีความสำคัญในการพัฒนามนุษย์ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้อย่างไรด้วย”

ครูเปิ้ล-นลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์

คำตอบที่ได้มาจากด้านใน

“ตอนแรกคิดว่าศิลปะด้านในเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการบำบัดที่ช่วยเยียวยาจิตใจ แต่พอเรียนจบ พอครูเฉลยว่าศิลปะด้านในเป็นการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดยมีแก่นแกนอยู่สามอย่างคือ ความดี ความงาม และความจริง ศิลปะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้มนุษย์กลับมาค้นพบศักยภาพเหล่านี้ในตัวเอง” ครูมิ้นท์ บอกว่าเธอสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงกับตัวเองทั้งเรื่องความอ่อนโยนกับตัวเอง มีความใจเย็น เข้าใจความงามมากขึ้น จนเริ่มมั่นใจในการไปถ่ายทอดความรู้สึกนี้ให้กับคนอื่น โดยเฉพาะกับเด็กปฐมวัยแม้ว่าเธอไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะโดยตรง

ครูเปิ้ลเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง “เราได้ทำความรู้จักกับศิลปะแนวมนุษย์ปรัชญาแบบลึกซึ้ง โดยที่ใช้เวลากับตัวเอง ทำให้ได้สัมผัสความงามภายในตัวเรา เริ่มเข้าใจความรู้สึกคนอื่น แต่ก่อนเราคิดว่าศิลปะมีเพื่อไว้สื่อสาร หรือความสวยงาม แต่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าศิลปะจะเปลี่ยนแปลงตัวเราได้”

โครงการศิลปะด้านในมีส่วนช่วยให้ ครูผักกาด กลับมาเข้าใจความสุขระหว่างทำงานศิลปะ ซึ่งเธอได้พยายามส่งต่อความรู้สึกนี้ไปให้คนรอบข้างด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การเริ่มจัดดอกไม้ในห้องเรียน เพื่อให้เด็กในชั้นเรียนได้ซึมซับความงดงามนี้ไปพร้อมกัน

การส่งต่อความรู้สึกที่สัมผัสจากศิลปะด้านในไปยังผู้อื่นนี้ เป็นการช่วยส่งต่อสุนทรียะของความเป็นมนุษย์ที่นอกจากช่วยให้คนเป็นครูทำความเข้าใจความคิดของเด็กแล้ว ยังช่วยให้เข้าใจตัวเองและผู้คนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

จึงเป็นเหตุผลหนึ่งของการที่ทั้งสามคนร่วมกันสร้างสรรค์จัดอบรมชื่อ โครงการ ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าไปถึงแก่นความจริงและความงามของทุกศาสตร์วิชา เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและความหมายต่อโลกด้านใน

ท้าทายตัวเองให้มากขึ้นด้วยการสร้างความเข้าใจในตัวผู้อื่น

เรานำความรู้ที่ได้จากศิลปะด้านในมาแลกเปลี่ยน โดยตั้งเป้าชวนครูที่สนใจมาเรียนรู้ร่วมกัน เพราะอยากให้วิชาศิลปะในโรงเรียน เป็นมากกว่าแค่การประเมินให้คะแนนเด็ก เราอยากให้ความหมายของศิลปะไปไกล ถึงการพัฒนามนุษย์เลยทีเดียวครูผักกาดพูดถึงเป้าหมายของโครงการ ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’ ที่พวกเธอช่วยกันจัดขึ้น ซึ่งหนึ่งในเหตุผลเพราะไม่อยากให้ศิลปะกลายเป็นรอยแผลให้กับใคร แต่เธอก็ยอมรับว่าการเปลี่ยนความคิดของผู้คนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะการเป็นวิทยากรต้นแบบที่ต้องถ่ายทอดสิ่งที่สัมผัสได้ไปยังผู้ใหญ่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่าการสอนเด็ก ส่วนหนึ่งมาจากความเป็นผู้ใหญ่ที่มีกรอบความคิดฝังแน่นไม่เหมือนเด็กที่เปิดรับสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

“เราสามคนยังใหม่มากในการเป็นผู้ถ่ายทอด ยิ่งกับผู้ใหญ่บางคนที่เวลาให้จับพู่กันระบายสี ก็จะตั้งคำถามอยู่ตลอดว่าสิ่งที่ทำจะใช้สอนเด็กได้อย่างไร ซึ่งแนวทางของศิลปะด้านในคือให้ลงมือทำเลย ปล่อยใจไปกับศิลปะ แล้วสังเกตเพื่อนำสิ่งที่สัมผัสได้ไปถ่ายทอดต่อ ทำให้กระบวนการของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่ซึมชับได้” ครูมิ้นท์เล่าถึงประสบการณ์ของเธอ


วิทยากร Dream Team ทั้งสามคนเห็นตรงกันว่าแม้การขับเคลื่อนผ่านเพื่อนครูหรือผู้ใหญ่ด้วยกันจะค่อนข้างยาก แต่ถ้าพวกเธอพยายามมากขึ้น น่าจะมีส่วนช่วยให้คนที่เข้ามาอบรมสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมที่มีผลต่อการมองเด็กในมุมใหม่ มีความเห็นอกเห็นใจเข้าใจเด็กมากขึ้น ทำให้กิจกรรมและบรรยากาศในห้องเรียนเปลี่ยนไป

ครูเปิ้ล ยกตัวอย่างการเรียนการสอนของเธอที่เปลี่ยนไปหลังจากผ่านโครงการนี้ว่า “การที่เรารู้จักศิลปะด้านใน ทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ทำอะไรต้องเคารพความรู้สึกตัวเอง อย่างเวลาสอนในห้องเรียน 50 นาที เราคิดอยู่ตลอดว่าต้องให้เด็กได้มากกว่าแค่รูปสวยๆ ที่ได้ดาวจากครู ทำให้การทำงานของเรามีความหมายกับชีวิตเรามากขึ้น”

คุณค่าและความหมายของศิลปะที่เปลี่ยนแปลงผู้คนนี้ เป็นพลังให้ทั้งสามคนเดินหน้าลุยต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้ แม้การจัดอบรม ‘วิทย์-จิต-ศิลป์’ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จะประสบอุปสรรคหลายอย่างทั้งการปรับมาอบรมผ่านช่องทางออนไลน์ การลงมือทำอุปกรณ์ box set ชุดอุปกรณ์ทำภาพพิมพ์ใบไม้ด้วยตัวเอง

“อ่อนโยนกับตัวเอง” คุณค่าที่เกิดจากความเข้าใจศิลปะด้านใน

โครงการศิลปะด้านในช่วยให้มุมมองความงาม ความละเอียดอ่อน และความเข้าใจศิลปะของทั้งสามคนเปลี่ยนไปทั้งการมองศิลปะละเอียดขึ้น สังเกตคนอื่นมากขึ้น หันมาใส่ใจการกระทำเล็กๆ น้อย ๆ ของเด็กโดยไม่ด่วนตัดสิน และติดตามการเปลี่ยนแปลงของเด็กไปทีละเล็กละน้อย

การจดจ่อกับศิลปะจนดำดิ่งเข้าไปในความรู้สึกของตัวเองยังเป็นการเข้าไปทำความเข้าใจตัวตนด้านใน ซึ่งที่สุดจะช่วยให้รู้สึกอ่อนโยนกับตัวเอง แล้วกลับมาเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่ทำให้มีความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์คนอื่นมากยิ่งขึ้น

ครูมอสกล่าวถึงศิลปะด้านในว่าเป็นการเติบโตไปพร้อมกับผู้เรียน ซึ่งกิจกรรมอบรมที่ครูทั้งสามคนได้นำสิ่งที่สัมผัสได้จากโครงการไปขยายต่อนั้น เป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของเมล็ดพันธุ์ที่งอกงามของศิลปะที่จะเติบโตต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด และนำมาซึ่งความงดงาม ความสุข และช่วยให้ทุกคนได้เข้าใจ การเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น

นอกจากศิลปะด้านในจะเปิดมุมมองใหม่ให้ครูต้นแบบทั้งสามคนแล้ว โครงการฯ เองก็ได้เรียนรู้จากพวกเธอด้วยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการไม่จำกัดกรอบศิลปะของการเรียนการสอนในห้องเรียน ผู้สอนศิลปะต้องเป็นมากกว่าผู้ให้คะแนนความถูกต้องสวยงาม แต่ให้อิสระทางความคิดที่เหมาะสมกับเด็กรายบุคคลมากขึ้น ไปจนถึงเรื่องของการเปิดกว้างเพื่อให้ทุกคนที่สนใจศิลปะได้มีโอกาสเรียนรู้เพื่อช่วยกันส่งต่อความหมายนี้ได้ไม่รู้จบ