มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการที่เด็กแสดงความเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กทั้งทางกาย อารมณ์ และจิตใจ เพราะเมื่อเด็กได้ช่วยเหลือผู้อื่น ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดรฟิน ซึ่งจะกระตุ้นสมองส่วนที่เชื่อมโยงกับความสุข ทำให้เกิดความรู้สึกดีๆ จากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ความรู้สึกแห่งความสุขนี้พิสูจน์ได้ว่าส่งต่อกันได้ กระตุ้นให้เกิดการกระทำที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ขยายวงออกไปทั้งจากผู้ให้และผู้รับ

เมื่อเด็กรู้สึกว่าตัวเองทำดี เอนโดรฟินที่พุ่งสูงขึ้นในร่างกายจะทำให้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แม้ทำเพียงเล็กน้อยก็เพิ่มความรู้สึกผาสุก เพิ่มพลังงาน ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกมองโลกในแง่ดี ลดการรังแกเพื่อนได้  

เพิ่มการยอมรับในหมู่เพื่อนฝูง

งานวิจัยพฤติกรรมเอื้อต่อสังคมในหมู่วัยรุ่น ได้ข้อสรุปว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะเพิ่มความนิยมและความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพที่มีความหมายกับคนอื่นได้ การเป็นที่รักเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับความสุขของเด็ก มีรายงานว่านักเรียนจะมีสุขภาพจิตดีกว่าค่าเฉลี่ยในห้องเรียนที่มีการยอมรับกันและกันมากกว่า เพราะมีการกระจายความนิยมเท่าเทียมกัน

สุขภาพดีขึ้น เครียดน้อยลง

ความเอื้ออารี การแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอ็อกซีโทซิน ซึ่งสามารถเพิ่มระดับความสุขและลดระดับความเครียดของคนได้อย่างเด่นชัด อ็อกซีโทซินยังช่วยปกป้องหัวใจด้วยการลดความดันโลหิต และลดอนุมูลอิสระและการอักเสบที่เป็นตัวเร่งกระบวนการชรา การเพิ่มระดับความสุขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ให้และผู้รับความอารีเท่านั้น แต่เกิดกับทุกคนที่ได้พบเห็นด้วย

เพิ่มความรู้สึกขอบคุณ

เมื่อเด็กเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการช่วยเหลือคนอื่นที่ไม่โชคดีเท่าตัวเอง จะช่วยให้เด็กมองเห็นความโชคดีของตัวเองชัดเจนจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น ช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งความรู้สึกนี้จะช่วยลดปัญหาการรังแกกันของเด็กในโรงเรียนได้ด้วย

มีสมาธิดีขึ้น ทำให้ผลการเรียนดีขึ้น

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นส่วนสำคัญที่ส่งเสริมความคิดด้านบวก เป็นการเพิ่มระดับเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารเคมีตัวสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ ความจำ อารมณ์ การนอนหลับ สุขภาพ และระบบย่อยอาหาร เด็กที่มีมุมมองด้านบวกจะมีสมาธิยาวนานกว่า เต็มใจเรียนรู้มากขึ้น และคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น จึงทำคะแนนที่โรงเรียนได้ดีขึ้น