เคล็ดลับการสร้างพื้นที่ปลอดภัย และพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้ลูกของคุณ

“พื้นที่ปลอดภัย” คือความสัมพันธ์ที่เด็กเห็นว่าพ่อแม่หรือผู้ดูแลเข้าใจและรับฟังเด็ก นักจิตวิทยาต่างบอกตรงกันว่าเด็กจะรู้สึกมีพลังมากขึ้น หลังจากความรู้สึกของเด็กด้รับการรับรอง

แล้วเราจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กสามารถจัดการอารมณ์ของตัวเองและพูดคุยเปิดอกได้อย่างไร

“เช็คอินความรู้สึก”

เริ่มจากให้ครอบครัวได้ “เช็คอินความรู้สึก” ร่วมกัน เป็นประจำทุกวันก่อนจะหมดวัน วิธีนี้ใช้ได้กับเด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่

เพราะการตระหนักรู้ตัวเอง หรือการรู้ว่าเรารู้สึกอะไร และรู้สึกอย่างไร เป็นองค์ประกอบสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์  


สอนให้เด็กรู้วิธีสงบใจ

การสอนวิธีสงบใจให้เด็ก ให้มุ่งที่เป้าหมาย และมองโลกในแง่ดีเสมอแม้จะมีอุปสรรค  

เมื่อไหร่ที่เห็นเด็กโตหงุดหงิดและพยายามอธิบายอารมณ์ของตัวเอง ลองบอกให้เด็กสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ หยุดทุกอย่าง หายใจเข้าออก สงบใจ แล้วค่อยปล่อยให้พูด

สำหรับเด็กเด็กเล็ก ให้ลองฝึกโดยเอาตุ๊กตาสัตว์ตัวนุ่มที่ชอบที่สุดมา หาที่เหมาะๆ บนพื้นห้อง นอนลง วางตุ๊กตาบนหน้าท้อง และคอยดูตุ๊กตายกตัวขึ้นๆ ลงๆ ตามการหายใจ นี่คือการฝึกสมาธิ เพราะวงจรประสาทเดียวกับที่ช่วยผู้ใหญ่มีสมาธิก็ช่วยทำให้ร่างกายเด็กสงบด้วยเช่นกัน การทำแบบนี้ทำให้เด็กจำไปทำเองได้ เป็นการเสริมพลังให้เด็ก


สร้างวงเวียนแห่งความปลอดภัย

ในวงเวียนนี้ เราจะนั่งหันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความรู้สึกเท่าเทียม เด็กจะได้รับอนุญาตให้บอกเล่าทุกสิ่งโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดผลร้ายตามมา เว้นแต่เรื่องนั้นจะขัดกับ “ขอบเขต” ที่ตกลงร่วมกันไว้ ซึ่งรวมถึงการขโมย ทำร้ายคนอื่น ตั้งใจโกหก และไม่รับผิดชอบการกระทำของตนเอง  

วิธีนี้ ข้อสำคัญมากที่คุณต้องกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและหนักแน่นไว้ และต้องรักษาขอบเขตนั้นให้สม่ำเสมอหลังจากเริ่มพูดคุยกับเด็ก  เพื่อสอนให้เด็กรู้ว่าแม้จะสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ แต่ก็ยังต้องมีความรับผิดชอบเพื่อเป็นคนดี

วงเวียนแห่งความปลอดภัย เป็นสถานที่ในจินตนาการ พื้นที่ปลอดภัยอาจเป็นพื้นที่จริง แบบมุมสงบใจ แต่ที่สำคัญกว่าคือ เป็นพื้นที่ทางอารมณ์ระหว่างพ่อแม่และลูก เพื่อให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็สามารถติดต่อกันได้ เราเริ่มด้วยการกอดและหายใจเข้าออกเพื่อสงบใจ จากนั้นค่อยให้เด็กพูดอย่างเปิดอก


ฝึกเด็กให้รู้จักแยกแยะอารมณ์

ถ้าเห็นเด็กร้องไห้ แทนที่จะสรุปลงไปเลยว่าเด็กกำลังเศร้า ให้ถามคำถามอ้อมๆ ในลักษณะที่ต้องตอบด้วยการอธิบายว่าเด็กรู้สึกอย่างไร เรื่องเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมถึงรู้สึกอย่างนั้น  วิธีนี้อาจใช่วยให้เด็กพบว่าอารมณ์ที่ตนรู้สึกคือความคับข้องใจ ไม่ใช่ความเศร้า

ลองยกสถานการณ์ตัวอย่างหลายๆ เรื่อง และให้ลูกจับคู่แต่ละสถานการณ์กับอารมณ์ที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น “ถ้าหนูทำตุ๊กตาตัวโปรดหาย และเอากลับคืนมาไม่ได้ หนูจะโกรธ เศร้า หรืออัดอั้นตันใจ” การฝึกสั้นๆ นี้ทำให้เด็กสามารถแยกแยะได้ถูกต้องว่าตัวเองหรือคนอื่นรู้สึกอย่างไรกันแน่ แทนที่จะใช้อารมณ์เดียวอธิบายความรู้สึกมากมาย

การปรับตัวสื่อสารกับคนอื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจและสัมผัสความรู้สึกของคนอื่นได้ก็เป็นส่วนสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์เช่นกัน


ถามเด็กว่าคุณทำได้ดีแค่ไหนในฐานะพ่อแม่

เราอาจจะถามลูกตัวเองว่าเราทำได้ดีมากน้อยแค่ไหนในฐานะพ่อแม่ และมีอะไรที่ลูกอยากให้มีมากขึ้น หากลูกบิกว่าแม่ใช้เวลาดูโทรศัพท์มากไป ในตอนที่ควรจะดูหนังด้วยกันอยู่  คุณก็จะได้จำกัดการเช็คโทรศัพท์เวลาเราดูหนังด้วยกัน ต่อให้เป็นการดูการ์ตูนเรื่อง Frozen รอบที่ 18 ก็ตาม  ลองทำตามวิธีนี้ แล้วคุณจะพบว่า เด็กก็ทำเรื่องต่างๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจน้อยลงมาก


ส่งเสริมให้เด็กเขียนความรู้สึกออกมา

เมื่อสถานการณ์หนักหนาเกินกว่าที่เด็กจะพูดสิ่งที่ได้พบออกมาได้ ลองใช้วิธีการคุยกับลูกด้วยการเขียนดู เพื่อทำให้เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระโดยไม่ถูกขัดจังหวะ และช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครองได้อ่านความคิดเด็กเช่นกัน

การเขียนจดหมายก็เหมาะจะใช้ขอโทษ ถ้าลูกทำไม่ดี ก็ให้เขียนจดหมายขอโทษ และอ่านออกมาดังๆ จากนั้นก็รับรู้การขอโทษนั้นด้วยการกอดและความอบอุ่น จดหมายจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย


ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการเริ่มเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ กับลูก โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นในช่วงของการระบาดโควิด-19 การช่วยให้เด็กพูดอย่างเปิดอกที่บ้าน เท่ากับเราช่วยเตรียมตัวเด็กให้สื่อสารและติดต่อกับผู้อื่นและใช้เสียงตัวเองอย่างมีพลังในโลกนี้